2007/Jun/01
2007/Apr/22
ในที่สุดก็ได้ฤกษ์เริ่มเขียนตอน 1 จนได้ ด้วยความยากลำบากเพราะ keyboard ไม่มีตัวภาษาไทย - -"ที่จริงที่นี่ก็มี sticker คีย์ไทยขายที่ร้านดอกหญ้า แต่แผ่นละ 10 USD ... ฝันไปเถอะ .\"/.
ผมนึกอะไรได้ก็จะเล่าไปละกันครับ เรียงลำดับไม่ค่อยถูก เริ่มเลยละกัน...
"ค่าโง่"
ผมมาถึงที่นี่ตั้งแต่วันที่ 10 ก.พ. ก่อนเปิดเรียน 2 วัน มาแบบไม่รู้อะไรเลยกับเพื่อนชื่อเลี้ยงแค่ 2 คน ไม่มีญาติ ไม่ได้ติดต่อใครทางนี้ หิ้วกระเป๋ามาคนละใบ กะว่าง่ายๆเหมือนไปต่างจังหวัด ปรากฏว่ามันไม่ง่ายขนาดนั้น USA เป็นประเทศของคนที่ทำการบ้านมาดีๆครับ ถ้ามาชุ่ยๆน่ะเหรอ ... ... มามะ มาเสียค่าโง่ซะดีๆ -_-
ตอนแรกไปพักอยู่ Santa Monica เมืองชายทะเลทาง ตต. ของ LA ตามการจัดการของ agency จัดหา homestay เพราะใกล้ รร. ย่านคนอเมริกันมีตังค์ สภาพแวดล้อมนี่เกรด A เลยเจอค่าที่พักไปคนละ 750 USD ต่อเดือน กินข้าวก็ไม่มีร้านถูกๆ ง่ายสุดก็ McDonald มื้อละไม่ต่ำกว่า 6 USD ซื้อของก็ Wallgreen ไม่ก็ Whole Foods บัตรโทรศัพท์ไว้โทรกลับบ้านก็ 10 USD ได้ 100 นาที บวกค่าอื่นๆจิปาถะ สรุปแล้วเดือนนึง 1200 USD ขึ้นไปถึงจะเอาอยู่ >.<
ตอนแรกก็ไม่ได้คิดอะไร แต่พอหลังจากเดือนแรก อยากย้ายที่อยู่มาเช่ากันสองคน ตอนแรกก็ยังหาแถวที่เดิมอยู่ แต่หาไม่ได้ ไปๆมาๆก็เลยหาลึกเข้ามาใน LA มากขึ้นเรื่อยๆ มาได้บ้านป้าคนไทยที่เป็น citizen ที่นี่ แกให้คนไทยแชร์กันอยู่ได้ ก็เลยมาอยู่ 3 คน แชร์กับพี่ผู้หญิงคนไทยอีกคนนึง ย่านนี้เกรดไม่ดีเท่าที่เดิม แต่ก็ไม่อันตราย
ตอนนี้ค่าเช่าบ้านเหลือ 375 ต่อเดือน ค่ารถ 50 กว่าๆ กินข้าวก็พี่เขาทำกับข้าว แล้วช่วยกันจ่ายค่าของ ยังไงก็ไม่เกิน 200 บัตรโทรศัพท์ซื้อของ บ. คนไทย ใช้โทรกลับเมืองไทยโดยเฉพาะใบละ 5 USD ได้ 500 นาที บวกค่าอื่นๆแล้ว สรุปค่าใช้จ่ายเดือนๆนึง 800 ก็ไหว เกินยังไงก็ไม่ถึง 900นี่ผมรวมค่ารายเดือนของจัดฟันอีก 120 แล้วด้วยนะ^_^
แต่ก็ยังไม่วายโดนค่าโง่อีกจนได้ ... ผมกับเลี้ยงซื้อ power converter มาตัวนึง จากร้าน Radioshack จะเอามาใช้กับ PS2 ที่เอามาจากเมืองไทย อยากเล่นเกมแต่ไม่รู้ว่าแถวบ้านจะไปหาซื้อได้ที่ไหนอีก เดินดูหลายร้านแล้วไม่มี เคยเห็นในหนังมันพูดถึง Radioshack คิดว่ามันคงมีพวกเครื่องไฟฟ้าเยอะ ก็เลยตัดใจ เอาวะ 40 USD คนละ 20 ละกัน ...ใช้ได้อาทิตย์เดียว ... เจ๊ง !?!?กลิ่นไหม้ขี้นด้วย เลยเอากลับไปร้านมัน ไอ้คนขายพูดหน้าตาย"ไม่รับเปลี่ยน เปลี่ยนให้กรณีเดียวคือซื้อไปแล้วไม่ work" ... ... แม่ง !!! คนละ 700 กว่าบาท ใช้อาทิตย์เดียว !?!? ... อยากเอา converter ขว้างกบาลมันสุดๆ .\"/.
แถมที่เจ็บกว่านั้นคือ อาทิตย์ถัดมามีคนแนะนำ web ของร้าน Frys ให้ บอกว่าเครื่องไฟฟ้าที่นี่ถูก ก็เลยลองเข้าไปดู เจอ converter แบบที่จะใช้นี่แหละ ขายตัวละ 7 USD ... 7 USD เท่านั้น ค่าส่งอีก 3 USD!!! ไอ้... ไอ้... วินาทีนั้นด่าไม่ออก ไม่สามารถคิดภาษามนุษย์ที่หยาบพอจะด่าได้ ... Radiofuck ... กูจะไม่เฉียดร้านมึงอีกแล้วชาตินี้ !!!
ผมอยากจะบอกใครก็ตามที่คิดจะเรียนเมืองนอก โดยเฉพาะ USA ว่า การหาข้อมูลเป็นเรื่องสำคัญมากๆครับ ที่นี่ของแพงมันไม่ได้แพงกว่ากันบาทสองบาทนะ มันซัดกันเป็นหลายหรือหลายสิบ USD หรือบางทีเล่นกันเป็นหลายเท่า โดนไปทีเล่นเอาหลอนไปเลยครับ ไม่ว่าจะซื้อของ เช่าบ้าน ดูหนัง หรืออะไรก็ตาม
หลังๆนี่เจอเพื่อนของน้าทำร้านอาหารไทยอยู่ที่นี่ (ร้านรสแซบ อยู่ ถ. Hollywood ตัด Kingsleyใครมาเที่ยว LA อย่าลืมไปอุดหนุนนะคร้าบ^^) แนะนำอะไรให้เยอะ ชีวิตกะเหรี่ยงทั้งสองเลยดีขึ้นหลายขุม
แต่ก็ยังไม่วายโดนไปอีก 1 โง่... วันนั้นไป Mann Chinese Theater ที่ Hollywood ไปดู "300" ค่าตั๋ว 11 USD แพงกว่าที่อื่น แต่โรงอย่างดี เลยหยวน ก็เดินเล่นใช้มือถือถ่ายรูปอะไรไปเรื่อยเปื่อย ถึงหน้าโรงมีฝรั่ง 2 คนแต่งตัวเป็นโยดากับชิวแบคก้าเดินเข้ามาตีซี้ บอกถ่ายรูปกันๆ ... ก็ไม่ได้คิดอะไร นึกว่าพวกแต่ง cosplay แบบที่เห็นคนแต่งเป็น Jack Sparrow ในข่าววันก่อน เลยถ่ายไปคนละรูป พอถ่ายเสร็จ ... "You should tip, man. At least a buck, each." ... ... โดนอีกแล้วกู !?!? แม่งมุขเดียวกะชาวเขาบ้านเราเลยนี่หว่าเอาไปเล่าให้เพื่อนน้าฟัง แกหัวเราะก๊ากเลย งานนี้ทีใครทีมันถ้าไอ้ 2ตัวนี้ไปเมืองไทยนะ จะแช่งให้มันไปโดนชาวเขา rip ซัก 200...
... ใครมาอเมริกา เจอแน่ๆครับ ค่าโง่ มันเป็นค่าผ่านประตูเข้าสังคมอเมริกัน - -" ...
"Social Security Number"
ประเทศนี้มันประหลาดอยู่อย่าง มีเงินไม่ใช่ว่าจะซื้อของได้เสมอไปนะครับ ต้องมี credit ด้วย และไม่ว่าจะทำอะไรที่เกี่ยวกับการที่มันต้องเช็ค credit เราเนี่ย เป็นต้องวนไปลงที่ Social Security Number ตลอด
สำหรับใครที่ยังไม่รู้ เลขนี้มันก็คือหมายเลขประกันสังคมของคนที่นี่นั่นเองครับ ถ้าเรามีงานทำถูกต้องตามกฎหมายก็จะถูกหักภาษีแล้วจะได้เลขตัวนี้มา แต่ถ้าเป็นนักเรียน ไม่มีสิทธิ์ทำงานตาม กม. ก็ไม่มีเลขนี้
ก่อนหน้านี้ไอ้เลขบ้านี่มันเป็นมารชีวิตกะเหรี่ยงอย่างพวกผมมากๆ ตอนแรกจะหาที่อยู่แถว Santa Monica แต่หาไม่ได้ ไม่ใช่ไม่มีให้เช่าหรือไม่มีปัญญาจ่ายนะครับ แต่บ้านเช่าหรือ apartment มันให้ บ. นายหน้าเช็ค credit ผู้เช่าให้ ทีนี้พอไม่มีเลข SSN มันก็ทำ credit check ไม่ได้ ก็เลยอดเช่าไปตามระเบียบ แถมพอจะสั่งซื้อคอมจาก Dell ก็ดันไม่มี debit หรือ credit card ของที่นี่ซะอีก (บัตรที่เป็นของเมืองไทยใช้ไม่ได้นะครับ เพราะ billing address เมืองไทยมันส่ง bill ให้ไม่ได้ หลายๆเว็บมันเลยไม่รับ)แล้วพอจะไปทำ debit card กับ bank ที่เอาเงินเข้าไว้ มันก็ถามว่า "มี SSN มั้ยครับ?" ... ...
...ตกลง กูมาเรียนเนี่ย ไม่ให้ซื้อของ ไม่ให้เช่าบ้าน ใช่มั้ยครับ เรียนอย่างเดียว แล้วไสหัวกลับไป ...เหรอ ?
ตอนแรกที่ยังไม่เจอเพื่อนน้าเป็นที่ปรึกษาให้นี่เซ็งชีวิตมาก ว่าจะชวนเลี้ยงซื้อมีดทำครัวแล้วไปปล้น Social Security Office เอาเลข SSN กัน แต่พอได้บ้านป้า คนไทยด้วยกัน คุยกันง่าย เพื่อนน้าช่วยเอาบัตรตัวเองสั่งคอมให้ แล้วก็แนะนำให้เปลี่ยนไป bank ที่มันอยากคบกะเหรี่ยงมากกว่านี้อย่าง Bank of America ตอนนี้เลยหายเครียดแล้วครับ มี debit card แล้วด้วย เลยซื้อของทาง net ได้ซะที ^_^
ส่วนใบขับขี่ ถ้าเป็น นร. ไปที่ Department of Motor Vehicles (DMV) แล้วบอกว่า เป็น นร. ไม่มี SSN เขาก็จะให้ทำได้ครับ หรือถ้ามีงานที่เป็น On-campus job ให้ทำใน รร. ก็จะเป็นทางเดียวที่เราจะได้เลข SSN มาระหว่างที่ยังเรียนอยู่ครับ
... ตราบใดที่ยังอยู่บ้านนี้ได้ ก็ไม่ง้อแล้วโว้ย SSN ไปไหนก็ไป๊ ชิ่วๆ 555 ...
Tips & Tricks : จำไว้นะครับ ใครจะมาอเมริกา ชื่อเหล่านี้ที่ควรรู้จักไว้
Best Buy, Frys - เครื่องไฟฟ้า /Food 4 Less - อาหาร / Rite Aid - ยา / Target - ของใช้ทั่วไป /
Home Depot - ของใช้ในบ้าน,hardware tools/
และสุดท้าย Costco - ทุกอย่างถูกมีของหลายอย่างเหมือน Macro บ้านเรานั่นแหละครับ เทียบกับห้างอื่นแล้วถูกกว่าเยอะมาก
ส่วนธนาคารนี่ที่ให้ debit นร. ง่ายๆก็Bank of America กับ Well's Fargo ครับ แต่ BOA ดูจะดีกว่าเข้าไปอีก เพราะฝากเงิน 3 เดือนขึ้นไปเขาให้ credit card ด้วย
... หวังว่าคงเป็นประโยชน์นะครับ ถ้าใครไม่ได้คิดจะมาก็อ่านเล่นๆละกันครับ ส่วนใครอยากรู้อะไรก็ฝากคำถามไว้ได้นะ จะพยายาม update ให้ครับ ^^ ...
2007/Apr/08
ที่จริงกะว่าถ้าได้ sticker ภาษาไทยแปะ keyboard มาแล้วจะเริ่มเขียน "กะเหรี่ยง travel" ตอน 1 เล่าเรื่องชีวิตที่นี่ แต่พอดีเจอเรื่องที่ทำให้อึ้งซะก่อน
วันก่อนมีเพื่อนคนนึงบอกว่ามี clip ใน youtube หมิ่นในหลวง ทีแรกผมก็ว่าจะไม่ดู แต่พอดีเพื่อนอีกคนที่มาด้วยกันเปิดดู ก็เลยได้เห็น... ไม่รู้ว่าเรื่องนี้นานรึยัง และมีคนไทยเห็นไปมากแค่ไหน
ผมจะไม่มาบรรยายรายละเอียดของ clip นะครับ แต่บอกได้แค่ว่า มันรุนแรงมาก คนที่ทำ clip มีการอ้างถึงฝรั่ง Swiss อายุ 57 ที่โดนจับขังคุก 10 ปีเนื่องจากไปพ่น graffiti ใส่รูปในหลวงเข้า ไอ้คนนี้มันด่าว่าเมืองไทยไม่เคารพ Freedom of Speech และด่าในหลวงของเราด้วยคำที่แรงมาก ผมไม่รู้ว่ามันเป็นคนชาติไหน แต่เดาว่าถ้ามันไม่ใช่คน Swiss หรือญาติกับ Swiss ที่โดนขัง มันก็อาจจะเป็นอเมริกันที่เสรีภาพขึ้นหัวเกินไป...
ทีแรกที่ยังไม่เห็น clip นี้ ผมก็ไม่เข้าใจว่า ทำไมเมืองไทยต้อง block เว็บ youtube ทั้งหมดเพราะการกระทำของคนสถุลตัวเดียว แต่คิดไปคิดมาแล้ว ผมว่าการตัดสินใจของรัฐบาลก็เหมาะสมดีในช่วงหนึ่ง จนกว่ากระแสจะเบาบางลง และคิดว่าคนไทยมีสิทธิ์โกรธ และสมควรประนามเจ้าของ clip ...
ผมเองก็โมโห แต่ถ้าถามว่า เราควร serious กับเหตุการณ์นี้จนบานปลายไปต่อต้านเว็บฝรั่งหรือไม่ คำตอบคือ อย่าเลยครับ...
ไม่ใช่ว่าผมไม่รักในหลวง ผมรักท่านเหมือนคนไทยคนอื่นๆ หลายครั้งที่พูดถึงพระมหากรุณาธิคุณว่าท่านทำอะไรเพื่อบ้านเมืองบ้าง ผมเกือบกลั้นน้ำตาไม่ได้ ผมดีใจและภูมิใจที่พวกเรามีท่านและพระราชวงศ์อีกหลายๆพระองค์ ไม่งั้นนักการเมืองผู้มีเกียรติทั้งหลายคงแดกขวานทองจนเหลือแค่ไม้จิ้มฟันไปนานแล้ว...
แต่การที่ผมมาอยู่อเมริกา มาใช้ชีวิตในสังคมอเมริกัน ถึงแม้จะไม่นานแต่มันก็ทำให้เข้าใจว่า ที่นี่เป็นสังคมที่ไม่มีการ "Worship" หรือเคารพบูชาอะไรจากก้นบึ้งของหัวใจ แม้แต่ศาสนา ไม่เหมือนสังคมไทย อ. ผมซึ่งเป็นอเมริกันยังบอกว่า การที่สังคมนี้ไม่มี mythology ไม่มีตำนาน ไม่มีความเชื่อเก่าแก่ มันเป็นจุดอ่อนของสังคมอเมริกัน ทำให้คนส่วนหนึ่งขาดความเคารพยำเกรงและให้ความสำคัญกับสิ่งต่างๆ จนในที่สุดก็จะขาด moral ซึ่งเป็นเรื่องที่แย่มาก...
ไม่ใช่อเมริกันส่วนใหญ่หรอกครับที่เป็นแบบนั้น ส่วนใหญ่ที่ผมเจอมาเขาก็อยู่ในสังคมเหมือนบ้านเรานี่แหละ ช่วยกันได้ก็ช่วยกันไป ถ้าเผลอไป offend ใครเข้าเขาก็ขอโทษกันดีๆ ยิ่งโดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความแตกต่างทางเชื้อชาติวัฒนธรรมสูงอย่าง LA เขายิ่งระวังมากที่จะไม่ข้ามเส้นกัน ผมเป็นมุสลิมก็ยังละหมาดอยู่ในบ้านฝรั่ง native American ได้ เราคุยกันได้ทั้งเรื่อง Bible และกุรอ่าน เขาไม่พูดซักคำว่าศาสนาผมไประเบิดคนอเมริกันตาย ทั้งที่มันก็เป็นเรื่องจริง
แม้แต่ใน college อ. ฝรั่งก็ยังคอยถามเด็กต่างชาติว่า ฟังทันมั้ย รายงานเขียนผิดๆถูกๆก็ไม่เป็นไร ผมรู้ว่าพวกคุณลำบาก ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่เฮงซวยมาก แถมคนอเมริกันน่ะตัวดีเรื่องใช้ grammar วิบัติ ไม่ต้อง feel bad หรือเวลาฉายหนังโบราณอะไรที่มีมุขล้อเลียนเรื่องสีผิว แกก็จะอธิบายทันที ว่าไอ้คนนี้มัน racist นะ อย่าไปสนใจมุขมัน ดูแค่เทคนิคมันก็พอ...
ผมเคยคุยกับฝรั่งเจ้าของบ้านเรื่องเมืองไทย แล้วก็คุยเรื่องในหลวงให้เขาฟัง เขาบอกเขาประทับใจมาก บ้านเมืองเขาไม่มีตัวอย่างแบบนี้ให้เห็น ไม่มีใครที่นี่คิดจะเอาเงินไปให้ president เพราะเชื่อว่าจะเอาไปทำสิ่งดีๆให้ประชาชนเหมือนที่เราบริจาคเงินโดยเสด็จพระราชกุศลให้ในหลวง king แบบในหลวงของเรา เขาเคยเห็นแค่ใน Bible ตอนที่กล่าวถึง king ที่ยิ่งใหญ่ และสีหน้าแววตาแบบเวลาที่คนไทยพูดถึงในหลวง เขาก็ไม่เคยเห็นจากคนอเมริกันเวลาพูดถึง president ที่สำคัญ จากตอนแรกที่เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าประเทศไทยอยู่ตรงไหนของโลก เขาบอกว่าเขาอยากลองไปเมืองไทยดูซักครั้ง หรือเผลอๆ retire แล้วเขาอาจจะคิดเรื่องไปอยู่เมืองไทย...
ผมคิดว่าไอ้คนที่ทำ clip นี้ มันคงเป็นคนประเภทที่ไม่มีการศึกษา การที่มันใช้คอมเป็น ใช้ net เป็น ตัดต่อภาพได้ ไม่ได้หมายความว่ามันเป็นคนที่ well-educated หรือมันอาจจะปัญญาทรามจนมีได้เฉพาะการศึกษา แต่ไม่สามารถได้รับการอบรม และคิดว่ามันคงเป็นคนชั้นต่ำ อย่างพวกที่ในหนังเขาเรียก White Trash นั่นแหละครับ
พวกนี้มันอยู่ในสังคมแบบไม่ได้รับความยอมรับนับถือจากคนรอบข้าง ชีวิตไม่เคยลิ้มรสความสำเร็จหรือเกียรติยศ เพราะฉะนั้น สิทธิพื้นๆที่มันพอจะเรียกร้องได้อย่างเช่น Freedom of Speech มันก็คงจะถือเป็นเรื่องสำคัญมาก และใช้มากจนเกินความเหมาะสม และพวกมันก็จะคลั่งมาก ถ้าใครจะมาริดรอนสิทธิน้อยนิดเท่าที่มันพอจะมีไป...
ในขณะที่ฝรั่งตั้งแต่คนชั้นกลางจนถึงคนที่ประสบความสำเร็จ เขาไม่มานั่งเป็นบ้าเป็นบอกับเรื่องสิทธิกระจอกๆแบบ Freedom of Speech หรอกครับ เพราะสิทธิหรือ privilege อื่นๆเขาก็มีให้ใช้เยอะแยะอยู่แล้ว ไอ้การพูดจาหมาๆให้ผิดใจกับคนอื่น อยู่ดีๆคนสติดีที่ไหนจะอยากทำ...
ที่สำคัญ ต้องการ Freedom,Rightsแต่ไม่เอา Responsibility แสดงว่าเศษขยะตัวนี้มันก็คงไม่ต่างจากเกรียนไทย ที่ปากกล้าได้แค่เวลาอยู่ลับหลังคนอื่น กล้าด่า แต่ไม่กล้าลงชื่อหรือแม้แต่ e-mail จริงของตัวเองในเว็บ เหมือนลูกหมาปากเปราะที่กล้าเห่าอยู่หลังรั้วบ้าน แต่วิ่งหางจุกตูดก่อนใครเวลาต้อง take action หรือต้องรับผิดชอบ "Freedom of Speech" ของตัวเองเข้าจริงๆ...
เมื่อคิดได้ดังนั้นแล้ว ผมก็เลิกหงุดหงิดดีกว่า ใน youtube ยังมี clip ดีๆอีกเยอะแยะมหาศาล ถนนตั้งกว้าง จะมีขี้กองเล็กๆอยู่ริมทางก็ช่างแม่งปะไร เดินห่างๆก็ไม่เตะแล้ว...
เขียนซะยาว เผื่อใครได้ดู clip นี้แล้วหงุดหงิดมา อ่านแล้วอาจจะทำใจได้มากขึ้นนะครับ ^^